เชื่อว่าหลายคนต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่มองกระจกแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะเจ้าสิวตัวร้ายที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้น บางเม็ดเพิ่งยุบไปได้ไม่กี่วันอีกเม็ดก็ตามขึ้นมาติด ๆ อีกแล้ว ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวหัวหนอง บางทีก็ขึ้นซ้ำที่เดิมแบบไม่ให้พักผิวหน้าเลยด้วยซ้ำ หลายคนลองมาหลายวิธีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสกินแคร์ก็แล้ว ลองทายาก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องสำอางก็แล้ว หรือแม้แต่ลองกินอาหารเสริม แต่สิวก็ยังวนเวียนไม่ยอมจากไปง่าย ๆ ทั้งเหนื่อย ทั้งนอย จนแทบจะถอดใจแล้ว
สาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักทีจริง ๆ แล้วมีมากกว่าที่เราคิดค่ะ เพราะหลายคนอาจเข้าใจมาตลอดว่าสิวเห่อ สิวบุก เพราะหน้าสกปรกรึเปล่า แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีแค่เรื่องนี้อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดเลยค่ะ เพราะหลายครั้งสิวไม่ได้เกิดจากพวกแบคทีเดรียภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งฮอร์โมนภายในร่างกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด ฮอร์โมน หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำร้ายผิวของเราอยู่
บางคนล้างหน้าสะอาดทุกวัน ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ แต่กลับยิ่งเป็นหนักกว่าเดิม เพราะนั่นอาจเป็นเพราะเรากำลังดูแลผิดจุดหรือเข้าใจกลไกการเกิดสิวผิดอยู่นั่นเองค่ะ ซึ่งการดูแลผิวหน้าให้สิวหายไม่ใช่เรื่องของการทายาอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนว่าสิวเกิดจากอะไรบ้าง และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันไม่ยอมหายสักที ดังนั้นบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักที หรือหายแล้วก็กลับมาใหม่ซ้ำ ๆ เพื่อให้คุณได้สำรวจตัวเองว่า คุณกำลังพลาดตรงไหนอยู่หรือเปล่า และจะได้เริ่มต้นดูแลผิวให้ถูกวิธีมากขึ้น หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่
8 สาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักที
ความจริงแล้ว สิวไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดผิวหรือฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่แน่นอนว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันและบางอย่างเราอาจเผลอทำอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัวด้วยนั่นเองค่ะ ดังนั้นเรามาเจาะลึกถึง 8 สาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักทีกันค่ะ
1.ล้างหน้าไม่สะอาดจริง
หลายคนเข้าใจว่าล้างหน้าแล้วเท่ากับสะอาด แต่ในความจริงแล้วบางคนล้างหน้าแบบลวก ๆ ใช้มือถูไว ๆ ขยี้หน้าแรง ๆ หรือเลือกคลีนเซอร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ทำให้สิ่งสกปรกตกค้างอยู่ในรูขุมขน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น เครื่องสำอาง ครีมกันแดด หรือแม้แต่คราบเหงื่อในแต่ละวัน ถ้าไม่ล้างออกให้หมดสิวอุดตันก็พร้อมจะตามมาได้ทุกเมื่ออยู่ดีนั่นเองค่ะ
ดังนั้นควรใช้คลีนซิ่งก่อนล้างหน้าทุกครั้ง โดยเฉพาะยิ่งตอนแต่งหน้า และนวดวนเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า และใช้น้ำอุณหภูมิห้องล้างหน้า และไม่ถูแรงเกินไป เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิม
2.ใช้สกินแคร์ผิดประเภท
บางคนซื้อสกินแคร์ตามรีวิว ใครว่าดี ใครว่าเด็ดก็แห่ไปจัดตามกันโดยไม่ได้ดูว่าสภาพผิวตัวเองเป็นแบบไหน ผิวมันแต่ใช้ครีมเข้มข้น ผิวแพ้ง่ายแต่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ หรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ทำให้เกิดการอุดตัน หรือกระตุ้นให้สิวขึ้นมากขึ้น
การเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เห็นในโฆษณาหรือตามรีวิว แต่ต้องดูให้ตรงกับปัญหาผิวของตัวเอง ถ้าใช้สกินแคร์ผิดประเภทหรือไม่เหมาะสมกับสภาพผิว สิวก็จะไม่หายสักที และอาจทำให้ปัญหาผิวหนักขึ้น ควรเลือกเน้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่อุดตันรูขุมขน หรือ for acne-prone skin และควรทดลองทาในบริเวณเล็ก ๆ ก่อนใช้ทั่วหน้าก่อนด้วย
3.พฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
หลายคนอาจดูแลผิวอย่างดี ทาครีมครบทุกขั้นตอน ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวเป๊ะ ๆ แต่สิวก็ยังขึ้นไม่หยุด สาเหตุหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ชอบจับหน้าบ่อย ๆ ใช้โทรศัพท์แนบหน้าบ่อยโดยไม่เช็ดให้สะอาด เปลี่ยนปลอกหมอนหรือผ้าเช็ดหน้าไม่บ่อยพอ หรือแม้แต่การแปรงฟันแล้วปล่อยให้ยาสีฟันเปื้อนผิวหน้า ก็ล้วนแต่เป็นตัวกระตุ้นให้สิวเห่อได้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะบางครั้งแค่เปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ก็ช่วยให้สิวลดลงได้มาก
4.ฮอร์โมนไม่สมดุล
ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย และในบางช่วงเวลา ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้สิวเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือในวัยรุ่น วัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมาก ฮอร์โมนแปรปรวนได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสิวฮอร์โมน โดยเฉพาะบริเวณคาง กราม และลำคอ ถ้าสังเกตว่าสิวจะขึ้นตรงเวลาเดิม ๆ ของทุกเดือน หรือขึ้นเฉพาะจุดเดิม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจต้องดูแลจากภายใน เช่น ปรับฮอร์โมน หรือดูเรื่องการใช้ยาคุมที่ช่วยควบคุมสิวได้
5.รับประทานอาหารที่กระตุ้นสิว
หลายคนอาจไม่รู้ว่าอาหารบางอย่างที่เรากินเข้าไป อาจเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สิวขึ้นเรื้อรังและหายยากขึ้นได้ เพราะบางประเภทของอาหารมีผลต่อการเพิ่มน้ำมันในผิวหนัง หรือกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นพวกของมัน ของทอด นมวัว น้ำตาลสูง หรืออาหารแปรรูป ล้วนมีผลกระทบกับผิว โดยเฉพาะคนที่แพ้นม หรือระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี อาจทำให้ผิวอักเสบและเกิดสิวตามมา ให้ลองค่อย ๆ ปรับลดอาหารกลุ่มนี้ดู รวมถึงดื่มน้ำเยอะๆ และกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงและมีไขมันดีให้หลากหลายมากขึ้น หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงหรืออาหารแปรรูป ลดการทานผลิตภัณฑ์นม หรือทดลองลดดูว่ามีผลต่อสิวไหม
6.นอนดึก พักผ่อนไม่พอ
การนอนดึกหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่เพียงแค่ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ยังเป็นอีกหนึ่งในปัญหาของการเกิดสิว สาเหตุที่ทำให้สิวเกิดขึ้นมากขึ้นและหายยาก เพราะเมื่อเราไม่นอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ในขณะที่ฮอร์โมนนี้เพิ่มขึ้น มันจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากขึ้นจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง น้ำมันที่มากเกินไปจะไปอุดตันในรูขุมขน กระตุ้นการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว มิหนำซ้ำยังทำให้สิวหายช้ากว่าเดิม
7.ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
หลายคนเป็นสิวแล้วเลือกใช้ยาทาเองโดยไม่ศึกษาข้อมูลหรือเลือกตามกระแส ซึ่งคงมีหลายคนที่ใช้ยาแต้มสิวทุกวันทั้งที่ไม่ได้เป็นสิวอักเสบ หรือใช้ผลิตภัณฑ์แรงเกินไป จนทำให้ผิวแห้ง ลอก ระคายเคือง จนยิ่งทำให้สิวหนักกว่าเดิม เพราะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง ดังนั้นถ้ายังสิวเรื้อรังควรปรึกษาคุณหมอผิวหนังที่เชี่ยวชาญเรื่องสิวโดยเฉพาะ เพราะการรักษาสิวต้องใช้ความเข้าใจ และปรับแผนให้เหมาะกับแต่ละคน
8.เป็นสิวรุนแรงเกินการดูแลด้วยตัวเอง แต่ไม่ยอมไปหาหมอ
บางครั้งสิวที่เราเจออาจไม่ใช่แค่สิวเล็ก ๆ ที่พอจะรักษาด้วยตัวเองได้ แต่กลายเป็นสิวที่มีความรุนแรง เช่น สิวอักเสบลึก สิวหัวช้าง สิวเป็นหนอง หรือแม้กระทั่งสิวที่ทิ้งรอยแผลเป็น หลุมสิวไว้ชัดเจนแล้วเรายังฝืนรักษาเองหรือไม่กล้าไปหาหมอ ทำให้สิวเรื้อรัง ไม่หายสักที แถมอาจทิ้งปัญหาผิวไว้ในระยะยาวอีกด้วย
เพราะหลายคนคงกลัวการกินยา กลัวผลข้างเคียง หรือรู้สึกว่าแค่สิวไม่จำเป็นต้องถึงมือหมอ แต่ความจริงคือถ้าปล่อยไว้นาน สิวอาจลุกลามเป็นแผลเป็น รอยดำ หรือหลุมสิวที่รักษายากกว่าเดิมก็ได้ค่ะ ดังนั้นควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินอย่างถูกต้อง ไม่ต้องรอให้แย่แล้วค่อยรักษาเพราะยิ่งเริ่มต้นเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดี

สิวเรื้อรังเกิดขึ้นตรงไหน บ่งบอกอะไรได้บ้าง
สาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักที หรือสิวเรื้อรังคือสิวที่เป็นต่อเนื่อง หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ ในบริเวณเดิม เช่น หน้าผาก คาง แก้ม หรือกราม ซึ่งรักษาด้วยยาหรือสกินแคร์ทั่วไปแล้วไม่หายขาด หรือหายแล้วไม่นานก็กลับมาอีก เพราะสิวแบบนี้มักจะเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นภายในร่างกาย หรือภายนอกร่างกาย มาดูกันว่าสิวเรื้อรังจะชอบเกิดขึ้นตรงไหน แล้วแต่ละตำแหน่งจะบ่งบอกอะไรได้บ้าง
- หน้าผาก (Forehead)
หากมีสิวที่หน้าผากบ่อย ๆ อาจเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือระบบขับถ่ายที่ไม่ดี เช่น การดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือการทานอาหารที่มีไขมันสูง นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้หน้าผากมันเกินไป หรือการแต่งหน้าที่ไม่ได้ล้างออกให้ดี และเกิดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียดสะสม
- ระหว่างคิ้ว (Between Eyebrows)
สำหรับสิวในตำแหน่งนี้อาจบ่งบอกถึงปัญหาการทำงานของตับ หรือการสะสมของสารพิษในร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์หรืออาหารที่มีไขมันสูง ดังนั้นสายปาร์ตี้ต้องระวังเป็นพิเศษ
- จมูก (Nose)
สิวที่จมูกอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาหัวใจ หรือการหมุนเวียนเลือดที่ไม่ดี และคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต ซึ่งในบางกรณีอาจเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารที่ทำให้เกิดสิว หรือการสัมผัสจมูกบ่อย ๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด
- แก้ม (Cheeks)
คนที่เป็นภูมิแพ้จะทราบดี ว่าสิวที่แก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาทางเดินหายใจ เช่น การหายใจไม่สะดวกหรือการเป็นหวัดบ่อย ๆ อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือที่ไม่สะอาด และการนอนในท่าที่หนุนแก้ม
- คาง (Chin)
สิวที่คางมักส่วนมากจะเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ในช่วงมีประจำเดือนหรือในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงตั้งครรภ์หรือการใช้ยาฮอร์โมน ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเครียดหรือการนอนหลับไม่เพียงพอก็อาจทำให้เกิดสิวที่คาง นอกจากนั้นผู้ชายเองก็มีสิวที่คางเพราะฮอร์โมนได้เหมือนกัน
เป็นสิวไม่หายสักที อันตรายแค่ไหน
สาเหตุที่ทำให้เป็นสิวไม่หายสักที หรือเป็นสิวเรื้อรังอาจไม่ใช่แค่ปัญหาผิวหน้าที่สร้างความรำคาญเท่านั้น แต่มันอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพภายในร่างกายหรือมีผลกระทบทางจิตใจได้ด้วยนั่นเองค่ะ ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นแค่ปัญหาผิวที่สามารถรักษาได้ แต่ในบางกรณีที่สิวไม่หายไปซักที หรือเกิดซ้ำเรื่อย ๆ มันอาจทำให้ทิ้งร่องรอยที่ไม่สามารถรักษาให้หายเองได้ไว้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- เกิดหลุมสิว การอักเสบของสิวที่ทำให้ผิวหนังเสียหาย เมื่อสิวหายไปทำให้เกิดหลุมหรือรอยแผลเป็นบนผิวหน้า โดยเฉพาะเมื่อเราบีบหรือกดสิว ซึ่งทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น และเกิดการเสียหายของเนื้อเยื่อผิวหนัง
- การเกิดแผลเป็น สิวที่ไม่ได้รับการรักษาหรือกดสิวเองอาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือรอยดำที่ผิวหน้า ซึ่งบางครั้งก็อาจยากที่จะรักษาให้หายไปได้ นอกจากนั้นแผลเป็นอาจจะทำให้ลักษณะผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน จนอาจเกิดคีลอยด์ ซึ่งสำหรับสาว ๆ ก็ทำให้แต่งหน้ายากกว่าเดิมอีกด้วย
- ทำให้ความมั่นใจลดลง สิวที่เกิดขึ้นเรื้อรังหรือเป็นมากเกินไปสามารถส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ที่มีสิวได้มากจริง ๆ ค่ะ โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในการพบปะผู้คนหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
- การติดเชื้อ ถ้าหากมีการกดหรือบีบสิวโดยไม่ถูกวิธี สามารถทำให้สิวติดเชื้อและเกิดการอักเสบมากขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังมีปัญหามากยิ่งขึ้น
- สัญญาณของปัญหาสุขภาพ สิวเรื้อรังอาจบ่งบอกถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมน ปัญหาทางการย่อยอาหาร ความเครียด จึงจำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริง
- ความเครียดที่เพิ่มขึ้น สิวที่ไม่หายอาจทำให้เกิดความเครียดหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพผิว และส่งผลให้ร่างกายมีความเครียดมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้สิวยิ่งรุนแรงขึ้นในระยะยาว

วิธีรักษาสิว
สำหรับการรักษาสิวสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทและสภาพของผิวของแต่ละคน ซึ่งมีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดและป้องกันสิวได้ ในกรณีที่เป็นสิวเรื้อรังหรือมีอาการรุนแรง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นสิวที่ไม่รุนแรงหรือสิวที่เพิ่งเริ่มขึ้น
- การรักษาผิวหน้าให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับประเภทผิวของตัวเอง ควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า และก่อนนอน เพื่อขจัดสิ่งสกปรก คราบไขมัน หรือเครื่องสำอางที่อาจทำให้เกิดสิว
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิว ที่มีสารบางชนิดเช่น เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือ เรตินอยด์ (Retinoid) ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว
- การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และไม่ให้ผิวแห้งเกินไปให้สิวแย่ลง
- ห้ามบีบสิว เพราะการบีบสิวอาจทำให้สิวติดเชื้อและรุนแรงขึ้นได้ ทางที่ดีควรปล่อยให้สิวหายไปเองหรือลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการอักเสบแทน
- ควบคุมอาหาร อาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูงบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดสิว ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันมากเกินไป และเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้
- การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil) หรือว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- ไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากสิวยังคงรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อขอคำแนะนำและรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การใช้ยาทาภายนอกหรือการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ
รักษาสิวแล้วแต่หลุมสิวไม่หายสักที ทำอย่างไรดี
ลุมสิวเกิดขึ้นจากการที่ผิวหนังมีการอักเสบจากสิว ซึ่งการอักเสบดังกล่าวอาจส่งผลให้ชั้นผิวเสียหาย เมื่อผิวหายแล้วจะเกิดเป็นแผล เมื่อร่างกายจะพยายามฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อซ่อมแซม แต่ในบางครั้งร่างกายไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อที่สมบูรณ์พอได้ จึงทำให้เกิดการยุบตัวในบริเวณที่เป็นสิว นั่นจึงกลายเป็นรอยบุ๋ม หรือที่เรียกว่า หลุมสิวนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่รักษาได้ยากยิ่งกว่าสิวแถมยังต้องใช้เวลาพอสมควรในการรักษา ดังนั้นจึงอยากแนะนำวิธีการรักษาที่ง่ายและตรงจุด สำหรับการรักษาหลุมสิวโดยเฉพาะด้วยโปรแกรม Subsicion หลุมสิว และโปรแกรม Q Cross Scar ที่เป็นหัตถการที่ค่อนข้างตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว
Subcision คือ หัตถการทางการแพทย์เพื่อรักษาหลุมสิว โดยใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ (ปลายทู่) เจาะเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณที่มีหลุมสิว เพื่อเลาะและตัดพังผืดที่ดึงรั้งผิวให้ยุบตัว เมื่อพังผืดถูกตัดออก ผิวบริเวณนั้นจะคลายตัว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีหลุมสิวลึก ร่องชัดเจน และไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นด้วยการทาครีม ใช้ยา หรือเลเซอร์เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะคนที่มีหลุมสิวจากสิวอักเสบรุนแรง หลุมสิวแบบที่เห็นเป็นแอ่ง ร่อง หรือจุดที่ผิวไม่สม่ำเสมอชัดเจน และยังสามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ดีเลยทีเดียว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
Q Cross Scar หรือการแต้มกรด TCA เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลุมสิวที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะสำหรับหลุมสิวลึกที่มีลักษณะปากแคบและขอบคม ซึ่งมักตอบสนองต่อการรักษาได้ยาก ซึ่งในการรักษา แพทย์จะใช้กรด TCA ที่มีความเข้มข้นสูง หยอดลงไปเฉพาะจุดบริเวณหลุมสิวแต่ละหลุม จุดประสงค์คือเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระดับที่ควบคุมได้ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง เมื่อผิวเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ขอบหลุมที่เคยดูคมจะค่อย ๆ มนขึ้น และหลุมสิวจะค่อย ๆ ตื้นขึ้นเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้จะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามรอบการรักษา โดยหลุมสิวจะดูจางลง ขนาดเล็กลง และพื้นผิวโดยรวมจะเรียบเนียนขึ้นเองค่ะ เรียกได้ว่าดีไม่แพ้กับ Subcision เลยเหมือนกันค่ะ
รักษาสิวที่ คิโยมิคลินิก ดีอย่างไร
Qiyomi Clinic เราใช้เทคนิคและเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ช่วยฟื้นฟูผิวให้เนียนเรียบ กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมให้คำแนะนำการดูแลผิวในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว หรือการดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หากคุณไม่มั่นใจว่าตัวเองมีหลุมสิวประเภทไหน หรือควรรักษาด้วยวิธีไหน Qiyomi Clinic พร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด
เรามี โปรแกรมรักษาหลุมสิวเฉพาะบุคคล (Personalized Acne Scars Program) ที่ออกแบบเพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพผิวและทุกชนิดของหลุมสิว ไม่ว่าจะเป็นหลุมตื้น หลุมลึก หรือปัญหาที่สะสมมานานหลายปี เราก็สามารถช่วยคุณฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นได้ เพราะ Qiyomi Clinic เรามาพร้อมทีมแพทย์ผู้มากประสบการณ์ ดูแลใกล้ชิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์ผิว การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังทำ ด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นใจในแบบที่เป็นคุณ