เวลาเราเจอกับปัญหาสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวหัวหนอง ที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว สิวเป็นปัญหาผิวหน้าที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเจอ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นช่วงสำคัญนี่ยิ่งเห่อหนักเลย ไม่ว่าจะเป็นนัดสัมภาษณ์งาน งานแต่งงาน หรือวันสำคัญที่ต้องออกกล้อง อยู่ ๆ สิวเจ้ากรรมก็เลือกจะโผล่มาทักทายพอดี บางทีแค่เห็นสิวขึ้นก็คันไม้คันมือจนอยากจะบีบ อยากจะกดให้มันหายไปเดี๋ยวนั้นเลยใช่ไหมคะ แต่ก็กลัวหน้าพัง กลัวทิ้งรอย กลัวสิวลุกลาม แล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงดีแน่ เพราะบางคนก็อาจเคยได้ยินว่าการไปกดสิว ฉีดสิวที่คลินิก ช่วยให้หายเร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เจ็บไหม ทำแล้วดีจริงไหม
แน่นอนว่าเราทุกคนต่างพยายามหาวิธีกำจัดสิวกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมทำกันมากที่สุดก็คือการกดสิว ฉีดสิว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังลังเล กลัวเจ็บ กลัวเป็นรอย หรือกลัวว่าทำไปแล้วจะยิ่งแย่กว่าเดิม ดังนั้นวันนี้เรามาชวนคุยเรื่องนี้กันแบบเพื่อนแชร์ความรู้กันค่ะ ว่าจริงๆ แล้วการกดสิวและฉีดสิวคืออะไร เหมาะกับสิวประเภทไหน ทำแล้วดีจริงไหมไม่ใช่แค่ตามกระแส แล้วมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง และที่สำคัญควรทำที่ไหนดีถึงจะปลอดภัยกับผิวหน้า เป็นทางลัดให้สิวหายเร็วขึ้น ป้องกันการลุกลาม และลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้ด้วย หากใครมีปัญหาเกี่ยวกับหลุมสิวอยากสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
ทำไมการกดสิว ฉีดสิวถึงเป็นที่นิยม?
ในยุคที่คนเราหันมาใส่ใจเรื่องผิวหน้ามากขึ้น การจัดการกับสิวอย่างถูกวิธี จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะใคร ๆ ก็อยากมีผิวเนียนใสไร้สิว และหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกผิวหนังและคลินิกความงามก็คือการกดสิวและการฉีดสิวนั่นเองค่ะ
การกดสิว คือ การนำหัวสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวหัวขาว สิวหัวดำ หรือสิวที่เริ่มอักเสบออกจากผิวหนัง โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ผิวหนัง จุดประสงค์หลักคือการเอาสิ่งอุดตันออกอย่างถูกวิธี เพื่อลดการอักเสบและลดโอกาสที่สิวจะลุกลาม หรือกลายเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ในภายหลังนั่นเองค่ะ
ส่วน การฉีดสิว โดยทั่วไปจะใช้กับสิวอักเสบ สิวหัวช้าง หรือสิวที่บวมแดงมาก ๆ ซึ่งมักจะใช้ตัวยาสเตียรอยด์ในปริมาณน้อยมาก (Triamcinolone Acetonide) ฉีดเข้าไปที่หัวสิวที่อักเสบ เพื่อเร่งให้สิวยุบตัวลง ลดอาการบวมแดงอย่างเห็นผลภายใน 1-2 วัน โดยแทบไม่ต้องรอให้สิวสุกหรือยุบเอง ซึ่งการฉีดสิวมักใช้กับสิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวหัวช้าง หรือสิวที่ปวด บวม แดงจัด
ทำไมหลายคนเลือกใช้วิธีนี้ในการรักษาสิว ?
- เห็นผลเร็ว
ทั้งกดสิวและฉีดสิวเป็นวิธีที่ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้ในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะกรณีสิวที่ปูดจนแต่งหน้าไม่ติด หรือสิวอักเสบที่ปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน
- ลดการลุกลาม
การเอาหัวสิวออกอย่างถูกวิธี หรือฉีดยาให้สิวยุบเร็ว ช่วยลดโอกาสที่สิวจะกลายเป็นสิวอักเสบลุกลามทั่วใบหน้า
- ลดโอกาสเกิดแผลเป็นและรอยดำ
ถ้าปล่อยให้สิวอักเสบหนัก ๆ หายไปเอง อาจเสี่ยงทิ้งรอยได้ แต่ถ้าจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ โอกาสทิ้งรอยก็จะน้อยลง
- ทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ปลอดภัยกว่า
หลายคนเคยพยายามบีบสิวเอง แล้วจบลงด้วยการอักเสบหนักกว่าเดิม การเข้าคลินิกเพื่อกดหรือฉีดสิวอย่างถูกวิธีโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลดีกว่า
- เสริมความมั่นใจ
บางคนมีสิวแค่เม็ดเดียวแต่รู้สึกไม่มั่นใจไปทั้งวัน เพราะอยู่ในจุดที่เห็นชัด เช่น ปลายจมูก กลางคาง หรือหน้าผาก การได้จัดการสิวเม็ดนั้นให้ยุบเร็ว ช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาได้ทันที
เพราะมันเห็นผลเร็ว และจบปัญหาตรงจุด ไม่ต้องเสี่ยงกับการบีบเองที่บ้านซึ่งเสี่ยงติดเชื้อ ผิวอักเสบและทิ้งรอย บางคนที่ต้องทำงานพบปะผู้คน หรือมีเหตุการณ์สำคัญใกล้เข้ามา เช่น งานสัมภาษณ์ งานแต่ง หรือถ่ายรูปโปรไฟล์ ก็มักจะเลือกทางลัดอย่างการฉีดสิวเพื่อให้หน้าดูเรียบเนียนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อดีของการกดสิว
หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่ากดสิวแล้วดีจริงไหม ทำไมถึงนิยมกดสิวกันบ่อย ซึ่งต้องขอบอกเลยค่ะว่าดีจริง ถ้ากดถูกสิว ถูกเวลา และโดยทำผู้เชี่ยวชาญ การกดสิวถือเป็นหนึ่งในวิธีจัดการสิวอุดตันที่ได้ผลและปลอดภัย เพราะมีข้อดีมากกว่าที่คิด มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
- ช่วยเอาหัวสิวออกอย่างปลอดภัย
หัวสิวที่อุดตันอยู่ใต้ผิวหากปล่อยไว้นานมีโอกาสอักเสบกลายเป็นสิวอักเสบ สิวหัวช้าง หรือสิวหนองได้ การกดสิวโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยนำหัวสิวออกอย่างถูกวิธี ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบในอนาคต
- ลดการอักเสบของผิว
ถ้าเราปล่อยให้สิวอุดตันสะสมอยู่ใต้ผิวนานเกินไป มันอาจกลายเป็นสิวอักเสบและทิ้งรอยดำหรือหลุมสิวได้ การกดสิวจึงเหมือนกับการเคลียร์สนามเลยค่ะ ช่วยให้ผิวสะอาดและฟื้นตัวได้เร็วกว่า
- ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
หลังจากกดสิวออกแล้ว ผิวจะเรียบขึ้นทันที รู้สึกได้ถึงความโล่งเบา ลดความนูนของผิวที่เกิดจากการอุดตัน เหมาะกับคนที่ต้องแต่งหน้า เพราะรองพื้นจะติดผิวได้ดีขึ้น ไม่เป็นคราบ
- ลดโอกาสทิ้งรอยดำและหลุมสิว
สิวอุดตันที่ปล่อยไว้จนลุกลามมักจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ปวดใจ แต่ถ้ากดออกตั้งแต่ยังไม่อักเสบ ก็สามารถลดโอกาสที่ผิวจะเสียหายถาวรได้มาก
- เห็นผลชัดเจน รู้สึกถึงความสะอาด
บางครั้งแม้หน้าจะล้างสะอาด แต่ใต้ผิวก็ยังมีสิวอุดตันแอบซ่อนอยู่ การกดสิวจึงเป็นการล้างลึกแบบที่โฟมล้างหน้าทำไม่ได้ เหมือนได้เคลียร์ผิวจากภายใน
- กระตุ้นให้ผิวฟื้นตัวเร็ว
เมื่อหัวสิวหลุดออก ผิวจะเริ่มซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น ทำให้สิวหายไว และผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนเร็วขึ้นกว่าการปล่อยให้สิวหลุดเองตามธรรมชาติ
การกดสิวเหมาะกับสิวประเภทไหน
แม้ว่าการกดสิวจะดูเป็นวิธีที่ดีและได้ผลเร็ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเภทของสิวที่ควรจะกด เพราะถ้ากดผิดชนิด อาจทำให้สิวลุกลามหนักขึ้นได้ด้วย มาดูกันดีกว่าว่าสิวแบบไหนเหมาะกับการกดสิวกันบ้าง
- สิวหัวเปิด (สิวหัวดำ) เป็นสิวที่มีรูเปิดบนผิวชัดเจน เห็นเป็นจุดดำ ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วคือไขมันที่อุดตันและสัมผัสอากาศจนเปลี่ยนสี โดยตัวหัวสิวเป็นตุ่มเล็กๆ ขาวขุ่นอยู่ใต้ผิว ช่วยให้รูขุมขนโล่งและผิวเรียบเนียนขึ้น
- สิวอุดตันหัวปิด (สิวหัวขาว) เป็นสิวที่รูขุมขนเปิดออกและไขมันภายในสัมผัสกับอากาศจนกลายเป็นสีดำ การกดจะช่วยดึงหัวสิวออกได้อย่างหมดจด
ซึ่งการกดสิวไม่เหมาะกับสิวอักเสบ หรือสิวที่มีหนอง เพราะถ้ากดผิดวิธีอาจทำให้สิวอักเสบหนักกว่าเดิม เกิดรอยแผลเป็น และติดเชื้อได้ง่าย ทางที่ดีควรปล่อยให้สิวอักเสบหายเองหรือรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การฉีดสิวหรือทายารักษาสิวที่แพทย์แนะนำดีกว่า สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ข้อดีของการฉีดสิว
- ช่วยให้สิวอักเสบยุบตัวเร็วมาก
การฉีดสิวใช้ตัวยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ฉีดตรงจุดที่มีการอักเสบ ทำให้สิวที่บวม แดง เจ็บ หรือกำลังจะกลายเป็นสิวหัวช้างยุบลงภายใน 1–2 วัน ซึ่งแน่นอนว่าเห็นผลเร็วกว่าใช้ยาแต้มทั่วไปหลายเท่าค่ะ
- ลดอาการเจ็บ บวม แดง ได้ทันใจ
สิวอักเสบที่บวมตุ่ยจนเจ็บ อาจรบกวนการใช้ชีวิตหรือทำให้ไม่มั่นใจ การฉีดสิวช่วยลดอาการเหล่านี้ได้รวดเร็ว เหมาะมากในช่วงที่ต้องรีบใช้หน้า หรือช่วงมีงานสำคัญ ถ่ายรูป หรือออกงาน
- ลดการลุกลามของสิว
บางครั้งสิวอักเสบลูกหนึ่งถ้าไม่รีบจัดการก็อาจกลายเป็นต้นตอให้สิวใกล้เคียงลุกลาม ฉีดสิวจึงเป็นเหมือนการดับไฟต้นตอ ช่วยให้ผิวบริเวณรอบ ๆ ไม่โดนผลกระทบมาก
- ลดโอกาสทิ้งรอยแผลเป็นและหลุมสิว
ยิ่งสิวอักเสบนาน ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นหลุมหรือทิ้งรอยดำรอยแดง แต่การฉีดสิวช่วยหยุดการอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ ลดการทำลายผิวชั้นลึก จึงช่วยป้องกันรอยแผลได้ในระดับหนึ่ง
- เหมาะสำหรับสิวที่ไม่สามารถกดได้
สิวบางชนิดอย่างพวกสิวไม่มีหัว สิวที่อยู่ลึกใต้ผิว หรือสิวที่บวมแต่ไม่แตก การกดออกอาจเสี่ยงอักเสบเพิ่ม การฉีดจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพกว่า
- ใช้เวลาทำน้อย ไม่ต้องพักฟื้น
การฉีดสิวเป็นหัตถการเล็ก ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผล ไม่มีสะเก็ด หลังทำสามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีสิวอักเสบซ้ำ ๆ
บางคนมีสิวอักเสบขึ้นซ้ำที่เดิมหรือเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ ใต้ผิว การฉีดยาช่วยลดการอักเสบเรื้อรังและควบคุมไม่ให้สิวปะทุซ้ำ
- ขั้นตอนไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน
การฉีดสิวใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ ถ้าทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญมักจะใช้แค่ไม่กี่นาทีต่อจุด แถมไม่ต้องพักฟื้นหรือมีผลข้างเคียงที่รบกวนชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตามการฉีดสิวควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือคลินิกผิวหนังที่น่าเชื่อถือ เพราะแม้จะเป็นหัตถการเล็ก ๆ แต่ก็ต้องใช้ความแม่นยำ ความสะอาด และการวิเคราะห์สิวแต่ละชนิดอย่างเหมาะสม หากฉีดผิดจุดหรือบ่อยเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจนผิวบุ๋มได้ค่ะ
การฉีดสิวเหมาะกับสิวประเภทไหน
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการฉีดสิวช่วยให้สิวยุบเร็ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าการฉีดสิวไม่ได้เหมาะกับสิวทุกประเภทค่ะ เพราะการฉีดสิวนั้นเป็นหัตถการที่เน้นรักษาสิวอักเสบเป็นหลัก โดยเฉพาะสิวที่เริ่มมีลักษณะเจ็บ แดง บวม หรือเสี่ยงจะกลายเป็นสิวหัวช้างในไม่กี่วัน ซึ่งถ้ารีบจัดการได้ไว ก็จะลดอาการลุกลาม และป้องกันรอยแผลเป็นได้ดีมาก ซึ่งสิวที่เหมาะกับการฉีดสิว คือ
- สิวอักเสบขนาดใหญ่ (สิวหัวช้าง) สิวที่นูนแดง ขอบแข็ง เจ็บลึก และบางครั้งไม่มีหัวให้บีบ นี่แหละครับตัวหลักที่เหมาะกับการฉีด เพราะยาเข้าไปกดการอักเสบตรงจุด ช่วยให้สิวแฟบลงใน 1-2 วัน ไม่ต้องรอให้สุกหรือปริแตกเองซึ่งเสี่ยงทิ้งหลุมสิว
- สิวอักเสบเรื้อรัง บางคนมีสิวเม็ดเดิม ๆ ที่ยุบไม่สนิท กลับมาอักเสบซ้ำบ่อย การฉีดยาจะช่วยลดการอักเสบซ้ำซ้อน และป้องกันไม่ให้กลายเป็นหลุมลึกหรือตุ่มนูนแข็งที่กลายเป็นพังผืด
- สิวซีสต์ (Cystic Acne) สิวประเภทนี้มีการอักเสบลึก เป็นก้อนใหญ่ใต้ผิว และมักเจ็บมาก การฉีดสิวสามารถลดอาการอักเสบ และความเจ็บได้เร็ว โดยไม่ต้องรอหลายสัปดาห์เหมือนการทายา
- สิวก้อนในชั้นลึก (Nodulocystic Acne) สิวที่เป็นตุ่มลึกใหญ่ ไม่มีหัวชัด กดแล้วเจ็บมาก มักทายาไม่ค่อยเห็นผล การฉีดตรงเข้าสู่ก้อนช่วยยุบไวและลดโอกาสเกิดหลุมสิว
กดสิว VS ฉีดสิว เลือกวิธีไหนดี?
การรักษาสิวให้หายเร็วและไม่ทิ้งรอย ต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับประเภทของสิวที่เราเป็นด้วยนั่นเองค่ะ เพราะแต่ละวิธีด็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ที่ต่างกันออกไปอย่างชัดเจนนั่นเอง ดังนั้นจะขอสรุปให้เข้าใจแบบง่าย ๆ กันดีกว่านะคะ
ถ้าสิวของคุณเป็นสิวอุดตันที่มีหัวชัดเจน และยังไม่แดงหรือบวมมาก การกดสิวจะเหมาะกว่า เพราะช่วยเคลียร์หัวสิวออกได้เร็วและตรงจุด แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบแดง บวม เจ็บ หรือสิวหัวช้าง การฉีดสิวจะช่วยให้สิวยุบ และบรรเทาอาการเจ็บได้ดีกว่า
และที่สำคัญอย่าลืมว่าทั้งสองวิธีควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อและลดโอกาสเกิดแผลเป็น นอกจากนี้การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอหลังการกดหรือฉีดสิวก็สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วและสวยขึ้นตามที่เราต้องการ
การกดสิว ฉีดสิวทำให้เป็นหลุมสิวได้อย่างไร?
มาถึงคำถามที่หลายคนยังสงสัย ว่าทำไมการกดสิว ฉีดสิวถึงกลายเป็นหลุมสิวได้ ซึ่งต้องบอกก่อนค่ะว่าการที่เกิดเป็นหลุมนั้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน
การกดสิวถ้าไม่ได้ทำโดยมืออาชีพ หรือกดแรงเกินไป ใช้เครื่องมือไม่สะอาด หรือกดสิวที่กำลังอักเสบมาก ๆ ก็มีโอกาสทำให้ผิวเกิดแผลลึก และอักเสบมากขึ้น ผิวจึงซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นหลุมสิวได้
ส่วนการฉีดสิวแม้จะเป็นวิธีที่ช่วยลดการอักเสบและทำให้สิวยุบเร็ว แต่ถ้าไม่ได้ฉีดอย่างถูกวิธี หรือฉีดซ้ำบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้ผิวบางลง หรือเกิดรอยแผลเป็นที่ลึกขึ้น ส่งผลให้เกิดหลุมสิวในระยะยาวได้เช่นกันค่ะ ดังนั้นถ้าไม่ระวังหรือไม่ได้ทำตามคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ ก็มีโอกาสทำให้ผิวเสียหายจนเกิดหลุมสิวตามมาได้นั่นเองค่ะ
หลุมสิวเกิดจากอะไร? ทำไมกดสิวหรือฉีดสิวแล้วเป็นหลุมสิว?
จริง ๆ แล้ว หลุมสิวมักจะเกิดจากสิวอักเสบชนิดลึก ๆ อย่างพวกสิวหัวช้าง หรือสิวที่มีการอักเสบรุนแรงที่ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นล่าง แต่ถ้าพูดถึงการกดสิวหรือฉีดสิว จะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมสิวเพิ่มขึ้นดังนี้ค่ะ
- กดสิวแบบผิดวิธีหรือแรงเกินไป
ถ้าเราไปกดสิวเองโดยไม่ได้ผ่านการอบให้สิวสุก หรือใช้แรงกดเยอะเกินไป จะทำให้ผิวหนังชั้นล่างเกิดการบาดเจ็บและเกิดรอยแผลลึก แถมเสี่ยงติดเชื้อด้วยนะคะ ซึ่งพอแผลหายก็จะเกิดการยุบตัวของเนื้อเยื่อและกลายเป็นหลุมสิว
- ฉีดสิวมากเกินไปหรือฉีดไม่ถูกจุด
ยาสเตียรอยด์ที่ใช้ฉีดสิวจะช่วยลดอาการบวมและอักเสบได้ไว แต่ถ้าใช้ปริมาณเยอะหรือฉีดซ้ำหลายครั้งในตำแหน่งเดียว จะส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวถูกทำลาย หรือเกิดการยุบตัวของเนื้อเยื่อจนกลายเป็นหลุมสิวได้เช่นกัน
- สิวที่มีขนาดใหญ่และลึกอยู่แล้ว
สิวบางชนิด เช่น สิวหัวช้าง หรือสิวอักเสบแบบก้อนลึก จะทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นล่างตั้งแต่ยังไม่กดหรือฉีดเลย ดังนั้นถ้าการกดหรือฉีดทำไม่ถูกต้องก็จะทำให้หลุมสิวยิ่งลึกขึ้น
สรุปง่าย ๆ คือ หลุมสิวมักเกิดจากการบาดเจ็บของผิวหนังลึกที่เกิดขึ้นในขณะสิวอักเสบหรือจากการทำหัตถการอย่างไม่ถูกวิธีนั่นเองค่ะ
วิธีป้องกันไม่ให้เป็นหลุมสิวจากการกดสิวหรือฉีดสิว
เอาล่ะเมื่อทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องรักษาเจ้าสิวตัวปัญหานี้ยังไง ต้องใช้วิธีไหนในการรักษาแล้ว ดังนั้นขั้นตอนต่อไปตามสเต็ปเลยดีกว่าค่ะ เรามาดูวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้กันค่ะ
- อย่ากดสิวเองถ้าไม่แน่ใจหรือไม่มีความรู้ การกดสิวควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เท่านั้นนะคะ เพราะเขาจะรู้ว่าควรกดตอนไหน กดอย่างไรให้สิวสุกและลดการบาดเจ็บผิว
- ฉีดสิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การฉีดสิวต้องใช้ยาและเทคนิคที่เหมาะสม แพทย์จะคุมปริมาณยาไม่ให้เยอะเกินไป และเลือกฉีดแค่สิวที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงหลุมสิว
- หลีกเลี่ยงการกดสิวที่ยังไม่สุก ถ้าสิวยังไม่สุกหรือไม่มีหัวสิวชัดเจน ไม่ควรกดเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลลึกและติดเชื้อได้ง่าย
- ดูแลผิวให้สะอาดและชุ่มชื้น หลังจากกดหรือฉีดสิวแล้ว ควรทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้แผลหายไวขึ้น เช่น วิตามินซีหรือเซรั่มฟื้นฟูผิว
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด รังสี UV จะทำให้แผลสิวหายช้าและเสี่ยงเกิดรอยดำ รอยแดง ดังนั้นควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวันเป็นประจำ แม้ในวันที่ไม่มีแดด หรือในวันที่อยู่ในที่ร่ม
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยฟื้นฟูผิว อย่างครีมหรือเซรั่มที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และลดการอักเสบ เช่น วิตามินซี อโลเวร่า หรือสารสกัดจากธรรมชาติอื่น ๆ

วิธีรักษาหลุมสิวจากการกดสิวหรือฉีดสิว
ถ้าโชคร้ายเกิดหลุมสิวขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะปัจจุบันมีวิธีรักษาหลายแบบที่ช่วยฟื้นฟูผิวและลดหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแลก ความลึกของหลุมสิวเลยค่ะ ดังนั้นเลยจะขอยกตัวอย่างวิธียอดนิยมมาไว้ให้เป็นตัวเลือกในกาตัดสินใจกันนะคะ
- Subsicion หลุมสิว เป็นหัตถการด้านความงามที่ใช้ในการรักษาหลุมสิว โดยจะใช้เข็มพิเศษที่มีขนาดเล็กปลายทู่ ในการเจาะเข้าไปใต้ผิวหนังในบริเวณที่เป็นหลุมสิว เพื่อการเลาะพังผืดหลุมสิวให้คลาย หรือทำลายเนื้อเยื่อ ที่ยึดติดระหว่างผิวหนังชั้นบนและชั้นลึก ซึ่งมักจะเป็นสาเหตุให้เกิดหลุมสิวหรือแผลเป็นที่ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยไม่ทำให้ผิวถูกทำลาย
ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังใหม่แทนที่พังผืดที่ดึงผิวออก ลดร่องลึก และเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้น ผิวเรียบเนียนมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีหลุมสิว หรือแผลเป็นจากสิว ที่มีลักษณะลึก เป็นหลุมมองเห็นชัดเจน หรือรูขุมขนกว้างมาก และไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ครีม สกินแคร์ หรือวิธีการรักษาอื่น ๆ
- Q Cross Scar คือ วิธีรักษาหลุมสิวแบบเฉพาะจุด โดยใช้กรด TCA (Trichloroacetic Acid) ความเข้มข้นสูง แต้มลงไปในหลุมสิวที่ลึก เช่น หลุมสิวแบบ Ice Pick หรือ Boxcar เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเล็กน้อยในหลุม จากนั้นร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อใหม่ และสร้างคอลลาเจน ทำให้หลุมสิวค่อย ๆ ตื้นขึ้นตามธรรมชาติ
- การทำเลเซอร์ (Laser) เป็นการใช้เลเซอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น และผิวดูเรียบเนียนขึ้นตามเวลา สามารถช่วยลดเลือนรอยจุดด่างดำ หลุมสิวในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งปัจจุบันการเลเซอร์แบ่งออกได้เป็นหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Microneedling หรือ Pico Laser และยังมีอีกมายมายให้ได้เลือกตามสภาพผิว
- ฉีดรีจูรัน (Rejuran)
เป็นการฉีดสารโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide) ที่ช่วยฟื้นฟูผิวโดยเฉพาะในการซ่อมแซมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ซึ่งเป็นสารสกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน มีความคล้ายคลึงกับ DNA ของมนุษย์ เพื่อนำมาช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น และได้ความธรรมชาติ
- AHA หรือ BHA เป็นทางเลือกที่ดีในการรักษาหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก นิยมใช้ในการผลัดเซลล์ผิวและช่วยลดเลือนหลุมสิว ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA หรือ BHA อ่อน ๆ ในตอนกลางคืน เพื่อลดการระคายเคือง และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีกรดแรงอื่น ๆ และที่สำคัญอย่าลืมทาครีมกันแดดในตอนเช้า เพราะกรดเหล่านี้อาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น
- ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
เป็นการรับประทานอาหาเสริมที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างการใช้วิตามิน A, C, E และกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยให้ผิวดูมีสุขภาพดี ผิวลื่นขึ้นอีกด้วย เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นได้
- Juve
Juve เป็นฟิลเลอร์ที่สามารถฉีดเติมเต็มหลุมสิวได้ มีส่วนผสมหลักคือ Hyaluronic Acid ซึ่งเป็นสารธรรมชาติ เป็นฟิลเลอร์ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความเนียนให้กับผิว ซึ่งนำมาใช้สำหรับรักษาหลุมสิวที่ลึก ริ้วรอย และรูขุมขนกว้าง เติมเต็มผิวที่มีการยุบตัวหรือหลุมสิว ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผิวดูเต็มและเรียบเนียนขึ้น
เคล็ดลับดูแลผิวให้เรียบเนียนหลังการรักษาหลุมสิว
หลังจากที่เรารักษาหลุมสิวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัตถการแบบไหนก็ตาม การดูแลผิวหลังทำอย่างถูกต้องต่อเนื่องก็สำคัญมากค่ะ เพื่อให้ผิวหน้าแข็งแรงขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้อยู่กับเราไปนาน ๆ และผิวเรียบเนียนขึ้นจริง ๆ
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ศัตรูตัวร้ายของผิวที่กำลังฟื้นฟู เพราะแสง UV จะทำลายคอลลาเจนและกระตุ้นเมลานิน ทำให้แผลหรือหลุมสิวดำคล้ำมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือแกะเกาผิวหน้า เพื่อลดโอกาสติดเชื้อหรืออักเสบซ้ำ
- ดื่มน้ำเยอะ ๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น วิตามินซี และคอลลาเจน เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นฟูเร็วขึ้น
- ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคือง เช่น สบู่แรง ๆ หรือสครับที่หยาบเกินไป
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
- หมั่นไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและตรวจสภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับแผนการดูแลผิวให้เหมาะสมตามช่วงเวลาค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกดสิว ฉีดสิว และการรักษาหลุมสิว
กดสิวที่คลินิกทำให้เป็นหลุมสิวได้หรือไม่?
การกดสิวที่คลินิกมีความปลอดภัยสูงกว่าการกดเองที่บ้านค่ะ เพราะมีเครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อ มีผู้เชี่ยวชาญดูแล และใช้วิธีที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของสิว
ฉีดสิวแล้วเป็นหลุมสิว ต้องทำยังไง?
การฉีดสิวมีจุดประสงค์หลักคือช่วยลดอักเสบทำให้สิวยุบเร็ว โดยเฉพาะสิวอักเสบหรือสิวหัวช้าง แต่ถ้าฉีดผิดวิธีหรือฉีดติดต่อกันถี่เกินไป อาจทำให้ผิวบางหรือเกิดหลุมสิวตามมาได้ค่ะ อาจวางแผนการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีที่ได้ผลลัพธ์ดีอย่าง Subsicion หลุมสิว หรือการทำ Q Cross Scar ก็ได้ค่ะ
ใช้ครีมรักษาหลุมสิวเห็นผลจริงหรือ?
ครีมหรือเซรั่มที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น วิตามินซี เรตินอล เปปไทด์ หรือ AHA/BHA สามารถช่วย ลดเลือนรอยหลุมตื้น ๆ ได้ในระดับหนึ่งค่ะ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนนานพอสมควร แต่ถ้าเป็นหลุมสิวลึกหรือหลุมเป็นมานาน ครีมอย่างเดียวอาจไม่พอ จำเป็นต้องใช้วิธีทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น การทำเลเซอร์ การทำ Subsicion หรือการทำ Q Cross Scar
เลเซอร์รักษาหลุมสิวต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยทั่วไปแล้ว การเลเซอร์หลุมสิวต้องทำ ประมาณ 3–5 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึก และประเภทของหลุมสิวด้วยค่ะ
ที่สำคัญอย่าลืมเว้นระยะห่าง 4–6 สัปดาห์ และต้องดูแลผิวหน้าหลังทำอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ
ใช้ฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวมีผลข้างเคียงไหม?
ถ้าทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการรณ์ด้านการดูแลรักษาสิวโดยตรง ก็แทบไม่มีน่ากังวลเลยค่ะ อาจจะมีผลข้างเคียงทั่วไปเพียงเล็กน้อย เช่น อาการบวมแดง แต่ก็จะหายไปเองภายใน 1-2 วันค่ะ
รักษาสิวที่ คิโยมิคลินิก ดีอย่างไร
Qiyomi Clinic เราเชื่อว่าการดูแลสิวที่ดี ต้องเริ่มจากการเข้าใจผิวของแต่ละคน เพราะสิวของแต่ละคนมีสาเหตุไม่เหมือนกันเลย บางคนเป็นสิวฮอร์โมน บางคนแพ้สารเคมี หน้ามัน รูขุมขนอุดตัน หรือบางทีก็ใช้สกินแคร์ผิดจนทำให้สิวเห่อขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
“Qiyomi Clinic” เราเป็นคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาสิวและหลุมสิว ที่บริหารงานโดยคุณหมอที่เป็นเจ้าของคลินิกเอง ด้วยประสบการณ์ดูแลรักษาหลุมสิวมายาวนานกว่า 7 ปี และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมดูแลผิวหน้าของคุณด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ไม่ว่าคุณจะมีหลุมสิวลึกจากสิวที่เคยอักเสบ หรือรอยแผลเป็นที่ทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน ด้วยโปรแกรมรักษาหลุมสิวที่ออกแบบมาเฉพาะรายบุคคล (Personalized Acne Scars Program) เพื่อช่วยให้หลุมสิวค่อย ๆ ตื้นขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นผลในระยะเวลาที่รวดเร็ว
สร้างความมั่นใจให้คุณได้กลับมาอวดผิวสวย และหลงรักผิวตัวเองซ้ำ ๆ อีกครั้ง เพราะเราอยากให้ทุกคนกลับมารู้สึกดีกับผิวตัวเองอีกครั้ง กล้าที่จะโชว์หน้าใส ๆ มากขึ้นแบบไม่ต้องปกปิด และหลงรักผิวของตัวเองได้ในทุก ๆ วัน